‘รอง ผบก.อก.ภ.9’ เตือนประชาชนอย่าเพิ่งเซ็นเอกสารราชการถ้ายังไม่ได้อ่าน ชี้เจอทำคดีเท็จมากับตัว

พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 9 เตือนประชาชนอย่าเซ็นเอกสารทางราชการโดยไม่ตรวจทานอ่านก่อน เผยเจอทำเอกสารคดีเท็จเองมากับตัว

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากพ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 9 (รอง ผบก.อก.ภ.9) ได้เปิดเผยภายหลังนำหลักฐานต่างๆมายื่นแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และต่อมาได้ใช้สิทธิทางศาลจังหวัดพัทยา พร้อมขอเตือนภัยให้กับประชาชนที่จะเซ็นคำให้การใดๆต่อตำรวจเวลาเกิดมีคดีความใดๆ ต้องอ่านทบทวนก่อนว่าตรงกับที่ได้ให้การไปหรือไม่ก่อนที่จะเซ็นลายมือรับทราบ ในส่วน กรณีของตนได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย แจ้งความดำเนินคดีกับนายตำรวจ
 
ในเบื้องต้นศาลจังหวัดพัทยาได้มีคำสั่งประทับรับฟ้อง คดีมีมูล เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้ที่มีความเกี่ยวข้องไปแล้วถึง 2 นาย

พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ เปิดเผยว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2559  สมัยนั้นดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.ธงชัย  จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวน สภ.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี จัดทำคำให้การสร้างบทขึ้นมาว่า มีผู้เสียหายและพยานมาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับตนในข้อหา ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด โดยทางพนักงานสอบสวน อ้างว่าได้ทำการสอบปากคำ นายเอ (นามสมมุติ) ผู้กล่าวหา จนเวลาต่อมา มีการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย โดยพบว่าหลักฐานที่ทางพนักงานสอบสวน สภ.แหลมฉบัง โดยนายตำรวจยศ ร.ต.อ.ในสมัยนั้น ใช้ในการแจ้งข้อหาที่ได้จากการสอบปากคำนายเอ เป็นการแต่งคำให้การขึ้นมาของ ร.ต.อ.นายดังกล่าวเอง  โดยนายเอ ยืนยันว่าไม่เคยให้การต่อหน้า และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.แหลมฉบัง 

“ซึ่งเรื่องดังกล่าวผมไม่ได้ติดใจเอาความแล้วหลังจากสู้คดีจนพ้นผิด และมีการทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่เกิดเรื่อง  และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตอบกลับมาว่าเอกสารดังกล่าวมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีคำสั่งให้ตรวจสอบ แต่ไม่มีการตรวจสอบจนเรื่องดังกล่าวผ่านไป 7 ปี จนกระทั่งตฝผมมาทราบว่ามีการใช้เอกสารคำให้การเท็จดังกล่าวมาดำเนินคดีกับผมที่ สภ.เมืองพัทยา อีกครั้ง ผมจึงได้เอาหลักฐานต่างๆมาเปิดเผยและเตือนภัยให้กับประชาชนที่จะเซ็นคำการใดๆต้องมีการอ่านทบทวนว่าตรงกับที่เราให้การหรือไม่ ทั้งนี้ ผมได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายโดยดำเนินคดีกับนายตำรวจ ในเบื้องต้นจำนวน  2 นาย และศาลจังหวัดพัทยาก็รับคำฟ้องเรียบร้อยแล้ว”

พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ กล่าวต่ออีกว่า ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เพราะว่าอยากให้ประชาชนระมัดระวังในการไปติดต่อพนักงานสอบสวน กรณีไปเซ็นเอกสารใดๆก็ตามที่สถานีตำรวจ เพราะมีขบวนการของกลุ่มตำรวจบางนาย มีการวางแผนสร้างคำให้การเท็จ โดยเอกสารมี 2 แบบ คือ เอกสารปลอมและเอกสารเท็จ กรณีที่ตนโดน คือการสร้างบทละครขึ้นมาโดยทำเป็นขบวนการในปี 2556 ก็ประมาณ 10 ปี ซึ่งเบื้องต้นก็ไม่ได้อยากจะฟ้องร้องคนที่ทำ อภัยและอโหสิให้กลุ่มดังกล่าว แต่ในช่วงปี 2563 กลับมีการนำข้อความเท็จมาใช้ที่ สภ.เมืองพัทยา และก่อนหน้านี้ก็มีการใช้ข้อความเท็จไปใช้ที่ศาล โดยมีข้อความในคำให้การว่า มีชาวบ้านมาร้องทุกข์ แจ้งความ ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับตน ในข้อหาข่มขู่ชาวบ้านให้ไปกลับคำให้การในคดีหนึ่งซึ่งตนไม่ได้ไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ซึ่งคำให้การก็ได้ถูกนำไปใช้ในศาล และใช้ในการดิสเครดิตตนโดยให้ผู้บังคับบัญชาเชื่อข้อมูลดังกล่าวด้วย

“ซึ่งผมมารู้ก็ตอนเมื่อปี 2559  หลังจากที่รู้ก็ได้ทำหนังสือถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ได้ทราบถึงการให้การเท็จโดยให้ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้ทำหนังสือแถลงไปยังศาล ซึ่งเป็นต้นทางที่นำเอกสารไปใช้ว่า เอกสารดังกล่าวถ้าเป็นเอกสารเท็จจะทำความเสียหายให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่มีใครสร้างข้อความเท็จในการให้การ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้แจ้งกับตนว่าจะมีการดำเนินการเป็นการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตนก็พอใจในที่สำนักงานตำรวจจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง โดยจะตรวจสอบ และลงโทษกับผู้เกี่ยวข้องที่สร้างเอกสารเท็จ จนถึงตอนนี้เป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งตนก็ไม่ได้คิดจะไปติดตามผลแต่อย่างใด แต่ต่อมา ก็มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งได้นำเอกสารเท็จมาใช้อีกครั้งหนึ่งในปี 2563 จึงเป็นเหตุให้ตนต้องดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในการใช้เอกสารเท็จดังกล่าว โดยตนได้ฟ้องต่อศาลแขวงพัทยา และศาลจังหวัดพัทยา ซึ่งเบื้องต้นศาลก็ได้รับฟ้องกับนายตำรวจทั้ง 2 นาย ส่วนรายอื่นๆก็อยู่ในการไต่สวน ส่วนความคืบหน้าเป็นอย่างไรก็จะนำเรียนกับผู้บังคัญบัญชา และแจ้งให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทราบต่อไป”
   
พ.ต.อ.ดร.ไพรัตน์ กล่าวอีกว่า ความเสียหายเกิดขึ้นต่อตนโดยตรง รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบุคคลอื่นที่เสียหาย หลังจากที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี รวมไปถึงภรรยาตนก็เชื่อว่าตนมีพฤติกรรมไปข่มขู่ เพราะเป็นคำให้การในเอกสารราชการซึ่งทำมาจากสถานีตำรวจโดยมีพนักงานสอบสวน มีลายเซ็นพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นแบบฟอร์มที่ใช้ในการให้การสอบสวน ขนาดคนใกล้ชิดก็ยังเข้าใจผิดว่าตนไปข่มขู่ประชาชนจริงๆ ซึ่งทำให้ตนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แต่ที่จริงแล้วเป็นคำให้การเท็จ ที่เกิดขึ้นมาร่วม 10 ปี ซึ่งผู้ที่มีชื่อระบุไว้ในคำให้การมาแจ้งความดำเนินคดี ก็ได้ไปเบิกความต่อศาลว่าไม่เคยมาแจ้งความ ไม่เคยมาให้การต่อหน้าพนักงานสอบสวน และไม่เคยพบกับพนักงานสอบสวนตามคำให้การดังกล่าว และตนก็ได้แจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารเท็จ

Similar Posts